Skip to main content
คิดแบบ ยูนิโคล่

คิดแบบ Uniqlo

วงการแฟชั่นโดยทั่วไปมักเป็นปรากฏการณ์แบบ Westernization หรือการที่สังคมในประเทศต่างๆ รับเทรนด์หรือกระแสนิยมจากตะวันตก จนประเทศเหล่านั้นมีสภาพการแต่งตัวเหมือนสังคมในประเทศตะวันตก

อย่างไรก็ดี หนึ่งในแบรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างมากในวงการแฟชั่นโลก กลับมีชื่อของ ยูนิโคล่ (Uniqlo) แบรนด์จากประเทศญี่ปุ่นติดอยู่ด้วย สโลแกน Made for All ทำให้วงการแฟชั่นไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันแบบฉาบฉวย หรือวัดกันแค่เปลือกนอกของงาน…

… ยังแต่สะท้อนถึงเนื้อในความเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ กระทั่งใช้จุดแข็งนี้เดินหน้าตีตลาดไปทั่วโลก

ความแตกต่างของยูนิโคล่ในเมืองไทย กับสองฟาสต์แฟชั่นยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งและสองของโลก อย่างซาร่าและเอชแอนด์เอ็ม ก็คือ ยูนิโคล่เป็นผู้เข้ามาเปิดบริษัทในนาม บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อรุกตลาดไทยด้วยตัวเอง ขณะที่อีกสองแบรนด์ใช้การขายสิทธิให้แฟรนไชซีให้เข้ามาดำเนินการตลาดในไทย

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่งจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูนิโคล่ตั้งเป้าหมายที่ต้องการจะก้าวขึ้นเป็นบริษัทจำหน่ายเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2563 และเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในเอเชีย ทำให้เราได้เห็นการบุกตลาดเอเชียอย่างจริงจังของยูนิโคล่ โดยวางแผนการขยายสาขาตามประเทศ Emerging Market ต่างๆ ในเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด 200 สาขาในทุกปี!

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภายในไม่กี่ปีที่ยูนิโคล่บุกเข้ามาในบ้านเราก็ขยายสาขาไปในแทบทุกรีเทลใหญ่ในทุกเมืองของประเทศกระทั่งเป็นหนึ่งในแฟชั่นแบรนด์ที่เติบโตแบบน่าจับตามอง

 

Not Fast Fashion

ผู้บริหารจากยูนิโคล่เคยให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน คนไทย (และเมืองใหญ่ทั่วโลก) ใช้จ่ายเงินเกี่ยวกับแฟชั่นมากขึ้น หันมาสนใจเลือกสินค้าที่ดีมากขึ้นสำหรับตัวเอง และในตลาดเองก็มีทางเลือกให้บริโภคมากขึ้นด้วย

เมื่อแนวโน้มเป็นเช่นนี้ ยูนิโคล่ จึงต้องการนำเสนอแบรนด์ให้ลูกค้ารับรู้มากขึ้น เพื่อมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำเป็นลำดับแรก คือ ให้คนมาที่ร้านให้ได้ เพราะหากไม่ลองก็ไม่รู้ว่า ยูนิโคล่แตกต่างอย่างไร

ร้านของยูนิโคล่ถือเป็นอีกหนึ่ง Touchpoint ที่ยูนิโคล่ให้ความสำคัญ พื้นที่ในแต่ละสาขาของยูนิโคล่จึงมีขนาดใหญ่ มีเคาน์เตอร์ และห้องลองเสื้อผ้าจำนวนมาก และยังมีการบริหารสินค้าคงคลังที่ดีคอยเติมเต็มชั้นวางอยู่เสมอ เพราะ ระเบียบและเทคโนโลยี เป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Best Service

ลำพังแค่การมี Service Mind อย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องแสดงออกมาให้ผู้บริโภคเห็นด้วย ยูนิโคล่จึงมีการประสานทุกอย่างตั้งแต่ Front Office ไปถึง Back Office เป็นอย่างดี โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากร้าน เพราะร้านค้าเป็นจุดเดียวที่แบรนด์ สินค้าและพนักงานสามารถ Connect กับลูกค้า

ปรัชญาการทำธุรกิจของยูนิโคล่ คือ ความต้องการสร้างสินค้าที่เป็น Truly Great Clothing ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ทำให้ยูนิโคล่ “แตกต่าง” จากแบรนด์ในตลาดเดียวกันที่มักเน้นความเร็วและไวต่อตลาดแฟชั่นเป็นหลัก ดังนั้นยูนิโคล่จึงไม่คิดว่าตัวเองเป็น “ฟาสต์แฟชั่น”

ยูนิโคล่ขายความเป็น Basic Casual Clothing ต้องการเน้นในเรื่องความเป็นเสื้อผ้าที่ใครก็สามารถสวมใส่ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงอายุ อาชีพ และเชื้อชาติ

โมเดลการทำธุรกิจที่เป็นหัวใจความสำเร็จของยูนิโคล่ ก็คือ SPA Model อันเป็นชื่อย่อมาจากคำว่า Specialty Retailer of Private Label Apparel ซึ่งเป็นโมเดลสำหรับการผลิต และการค้าปลีกที่มุ่งเน้นให้เกิดต้นทุนต่ำ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถผลิตสินค้าให้มีคุณภาพสูงได้

เริ่มต้นตั้งแต่คิดวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ R&D Center ที่โตเกียว และนิวยอร์ก โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ ข่าวสารในแต่ละท้องถิ่น รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์และวัสดุ เพื่อกำหนดออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ในแต่ละคอลเล็คชั่น ซึ่งระบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ได้สร้างคุณค่าที่ใหม่และน่าตื่นเต้นให้กับแบรนด์ของยูนิโคล่

Business Model ในลักษณะนี้เองที่ทำให้ยูนิโคล่สามารถควบคุมขั้นตอนของกระบวนการซัพพลายสินค้าทั้งหมด อันเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับยูนิโคล่ ตั้งแต่การทำ Product Design การจัดหาวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ การปรับสมดุลให้กับสินค้าคงคลัง จนกระทั่งถึงขั้นตอนของการขาย

ระบบการควบคุมและตรวจสอบของยูนิโคล่ เป็นเสมือนมาตรวัดรักษาคุณภาพและความพอดีของต้นทุน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การจัดจำหน่าย จนถึงกระบวนการค้าปลีก

ในช่วงแรกของการเปิดสาขาที่ไทย ยูนิโคล่ใช้โมเดลการเปิดร้านในระดับ Large Format อย่างมาก เพราะมันสร้างทั้งประสบการณ์และการเติบโตของยอดรายได้ให้ไม่น้อย แต่หากขยายสาขามากถึงระดับหนึ่ง ฟอร์แมตของร้านจะเล็กลงเรื่อยๆ ดังที่เราเห็นในบางสาขาของไทยที่ไซส์เริ่มเล็กลง

อย่างที่ญี่ปุ่นสาขาของยูนิโคล่มีมากกว่า 800 ร้าน ทำให้เกิดสาขาย่อยๆ ที่มีไซส์แทบไม่ต่างจากร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นเพื่อขายเสื้อผ้าที่เน้นความสะดวกสวมใส่ อย่าง เสื้อยืด อย่างเดียว

ยูนิโคล่ใช้วิธีการจัดการแบบ Localize ให้เหมาะสมกับประเทศไทย มีโรงงานที่ประเทศจีน เวียดนาม รวมถึงไทยด้วยในบางชนิด โดยมีคนจากยูนิโคล่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านผ้า ซึ่งเรียกว่า ทาคุมิ กระจายอยู่ทั่วโลกเกือบ 300 คน ลงไปคุมที่แต่ละโรงงาน เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าที่ออกมาจะผลิตได้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

การทยอยเปิดสาขาใหม่ๆ ในเอเชีย และหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ยูนิโคล่มีสเกลการผลิตในปริมาณมหาศาล ทำให้เกิด Economies of Scale มีอำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์รายสำคัญๆ ตามแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน

นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างยูนิโคล่ และผู้ผลิตอีกหลายสิบบริษัททั่วโลก ยังถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดในการสร้าง Long Term Partner โดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานการผลิตนอกประเทศเสียเอง

เพราะยูนิโคล่จะมีการสนับสนุนพาร์ทเนอร์-ผู้ผลิตด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการผลิต ขณะเดียวกันยูนิโคล่ก็ได้ใส่แนวคิดเรื่อง Quality Management ของตนลงไปด้วย ทำให้พวกเขาสามารถรักษาระดับมาตรฐานของคุณภาพได้ แม้จะต้องผลิตในปริมาณที่มากถึง 1 ล้านยูนิตก็ตาม

 

Made for all of us

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และการปรับกลยุทธ์ของแบรนด์ต่างๆ ได้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 5-6 ปีและเห็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

เพราะในวันนี้ ผู้บริโภคมีทัศนคติในการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไป โดยมองว่า เสื้อผ้าเป็นสินค้าไม่คงทน และการแต่งตัวเพื่อแสดงตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยแบรนด์หรูมาช่วยนัก ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับคนไทยเช่นกัน (อ่านเพิ่มได้ที่นี่)

โดยเฉพาะกับสินค้าของยูนิโคล่ก็ไม่ใช่สินค้าแฟชั่นที่อาศัยความวูบวาบ แต่เน้นความเป็นเบสิกที่อยู่แบบไร้กาลเวลา ทำให้เชื่อว่าอีกไม่นาน LifeWear ในแบบ Uniqlo จะเข้าถึงมวลชนไทยแบบทั่วกัน