Skip to main content
ธุรกิจตลาดอาหารแช่แข็ง

แช่แข็งประเทศไทย เพราะใครๆ ก็กินอาหารแช่แข็ง

เชื่อว่าทุกวันนี้ ทุกคนคงน่าจะคุ้นเคยกับอาหารแช่แข็ง หรือ Frozen Foods กันเป็นอย่างดีแล้ว เพราะกับการทุ่มเททั้งด้านการตลาดและการสื่อสารกับผู้บริโภคของแบรนด์ต่างๆ ใน ตลาดอาหารแช่แข็ง

แต่เพราะเหตุใด Frozen Foods จึงกลายมาเป็นตลาดที่น่าจับตามองในชั่วเวลาเพียงไม่นาน ไม่แพ้ตลาดคอนซูเมอร์ โปรดักต์?

สาเหตุเหล่านี้มีหลายประการ

เพราะแท้จริง คนไทยคุ้นเคยกับอาหารแช่แข็งมานานหลายปีแล้ว ทั้งการรับประทานจากเมนูตามโรงแรม ร้านอาหาร หรือฟาสต์ฟู้ดทั่วไป ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยมักจะไม่รู้มาก่อนว่า อาหารเหล่านี้คืออาหารแช่แข็ง

ในตลาดโลก อาหารแช่แข็งถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่แบ่งแยกเป็นหลายเซ็กเตอร์มีมูลค่านับล้านล้านบาทและยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยบวกอันหลากหลายอีกสารพัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย ทำให้ Frozen Foods (ทั้งในรูปแบบของสดและอาหารจานเด็ดที่ปรุงแต่งมาจากของแช่แข็ง) กลายเป็นเมนูหลักของครอบครัวแห่งยุคอนาคต

 

ประวัติย่อของอาหารแช่แข็ง

เบิร์ดส อาย (Bird’s Eye) คือค่ายที่เป็นจุดกำเนิดของอาหารแช่แข็งของโลก และยังเป็นแบรนด์ระดับเวิลด์คลาสในธุรกิจนี้ที่มีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่มหลัก ไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี่ ขนมและของหวาน ปลาและอาหารทะเล ผลไม้ เนื้อสัตว์ พิซซ่า มันฝรั่ง อาหารพร้อมปรุงและพร้อมรับประทานและ กลุ่มผัก

ย้อนกลับไปกว่าแปดทศวรรษ มิสเตอร์คลาเรนซ์ เบิร์ดสอาย (Clarence Frank Birdseye) ได้นำไอเดียการทำอาหารแช่แข็งจากประสบการณ์ในการนำปลาทะเลที่จับได้เป็นๆ เข้าแช่แข็งในอุณหภูมิต่ำเพื่อรักษาความสด ซึ่งต่อมาเขาได้ค้นพบวิธีที่ทำให้อาหารแช่แข็งต่างๆ สามารถรักษาความสดและรสชาติไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากของสด

ไม่เพียงแต่เฉพาะการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น คลาเรนซ์ เบิร์ดสอายยังพัฒนาด้านอื่นๆ ควบคู่กันไป ทั้งเรื่องวัสดุหรือรูปทรงที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็ง

ความเพียรพยายามของคลาเรนซ์ถูกตอบแทนในปี 1929 เมื่อ โกลด์แมน-ซาชส์ เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (Goldman-Sachs Trading Corporation) และ โพสทัม คอมพานี (Postum Company) ได้ขอซื้อสิทธิบัตรการผลิตอาหารแช่แข็งและเครื่องหมายการค้าเบิร์ดสอายจากคลาเรนซ์ ด้วยเม็ดเงินที่สูงถึง 22 ล้านเหรียญ จนกระทั่งวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ.1930 ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองสปริงฟิลด์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับอาหารแช่แข็งที่ผลิตออกมาเป็นสินค้าวางขายเป็นครั้งแรก ภายใต้ตราสินค้าเบิร์ดสอาย ฟรอสเต็ด ฟู้ด (Birds Eye Frosted Foods) ด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งประเภทผักแช่แข็ง ผลไม้แช่แข็ง อาหารทะเลแช่แข็ง และเนื้อแช่แข็ง

 

ไมโครเวฟ: จุดชนวน ตลาดอาหารแช่แข็ง

กว่า 90 ปีนับตั้งแต่วันแรกที่ผู้คนได้ลิ้มรสอาหารแช่แข็ง จนกระทั่งวันนี้ ตลาดอาหารแช่แข็ง ทั่วโลกมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท มีอเมริกาเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดโดยมีส่วนแบ่งนี้กว่าครึ่ง เฉลี่ยแล้วคนอเมริกันรับประทานอาหารแช่แข็งคนละมากกว่า 60 กิโลกรัมต่อปี ขณะที่ทางสวีเดน ไอร์แลนด์ อังกฤษ เดนมาร์ก และสเปนก็อยู่ในกลุ่มที่มีอัตราการบริโภคอาหารแช่แข็งอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก

ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจอาหารแช่แข็งโตวันโตคืนมีหลายประการไม่ว่าจะเป็นความทันสมัยของเทคโนโลยีการผลิตที่ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ออกมามีความสดใหม่ไม่ต่างไปจากของสด ความหลากหลายของรสชาติและผลิตภัณฑ์ และมีโปรดักต์ไลน์ให้เลือกซื้อนับร้อยนับพันรายการ

รายการอาหารของ Frozen Foods มีตั้งแต่อาหารแช่แข็งแบบเป็นของดิบให้เลือกซื้อมาปรุงเอง ทั้งผักสด ผลไม้ และเนื้อสัตว์นานาชนิด รวมทั้งอาหารสำเร็จรุปที่ปรุงเสร็จแล้วหลากหลายหน้าตา ทั้งพาสต้า ไก่ทอด  พิซซ่า ซุป ก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวราดแกงเขียวหวานแบบไทยๆ ก็มีให้เลือก หรือจะเลือกตบท้ายด้วยขนมหวาน เช่น ไอศกรีม แยมโรล เค้กหรือทาร์ตหน้าต่างๆ ก็มีมาพร้อมสรรพ

ปัจจัยที่เป็น “จุดเปลี่ยน” ของอุตสาหกรรมนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงนี้ยุคปี 60 หลังการกำเนิดขึ้นมาของเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “เตาอบไมโครเวฟ” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่เชื่อมพฤติกรรมผู้บริโภคกับสินค้าประเภทอาหารแช่แข็งเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่นยาวนานมาจนทุกวันนี้

เมื่อรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เริ่มเข้าสู่ยุคแสวงหาความสะดวกสบาย อาหารแช่แข็ง จึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นตามยุคสมัย

ปัจจุบัน คนเมืองที่นิยมอาศัยอยู่ตามคอมโดมิเนียมหรืออพาร์ตเม้นต์ใจกลางเมืองแทบทุกแห่งจะต้องมีไมโครเวฟเป็นแม่ครัวเอก มีอาหารจานโปรดเรียงรายอยู่ในช่องแช่แข็ง

 

B2B และ B2C

ใน ตลาดอาหารแช่แข็ง นั้นผู้ผลิตอาหารแช่แข็งมีกลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็นสองกลุ่ม

1. กลุ่มธุรกิจที่เป็นการขายแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B/Business to Business)

2. กลุ่มธุรกิจที่ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง (B2C/Business to Customer)

สำหรับกลุ่มตลาดที่เป็น B2B นั้นปัจจุบันคาดการณ์ว่าเป็นมูลค่ากว่า 70% ของตลาดทั้งหมด ขณะที่อีก 30% เป็นการขายให้กับบรรดาผู้บริโภคที่เป็น End User

ลูกค้าในกลุ่ม B2B ก็จะประกอบไปด้วยกล่มธุรกิจค้าส่ง กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มธุรกิจด้านบริการอาหาร ในสองกลุ่มแรกผู้ผลิตอาหารแช่แข็งจะขายให้ในลักษณะเป็นวัตถุดิบจำนวนมาก เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่ค้าส่งหรือค้าปลีกสามารถนำไปจำหน่ายต่ออีกทอดหนึ่งในฐานะเฮ้าแบรนด์ หรือเอาไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเข้าไปเป็นอาหารพร้อมรับประทานหรืออาหารพร้อมปรุง โดยกลุ่มนี้จะมีสินค้าครอบคลุมทุกๆ กลุ่มสินค้า

ขณะที่ในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารนั้นจะซื้ออาหารแช่แข็งไปเพื่อทำธุรกิจขายอาหาร โดยสินค้าที่เป็นความต้องการของลุกค้ากลุ่มนี้มีหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นอาหารพร้อมปรุงหรืออาหารพร้อมรับประทาน เช่น ผลไม้แช่แข็ง น้ำผลไม้แช่แข็ง ผักแช่แข็ง พายแช่แข็ง พิซซ่าแช่แข็ง วาฟเฟิลแช่แข็ง อาหารข้างเคียงแช่แข็ง แพนเค้กแช่แข็ง เป็นต้น

ในประเทศอังกฤษ มีร้านอาหารที่เปิดให้บริการตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงเที่ยงเรียกกันว่า Breakfast Café เป็นร้านที่ได้รับความนิยมและเปิดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ให้บริการอาหารเช้าทั้งที่เป็นอเมริกันเบรกฟาสต์และอิงลิชเบรกฟาสต์ แถมด้วยเมนูทั้งหมดนับสิบอย่าง มีเพียงไข่ นม และกาแฟเท่านั้นที่ไม่ได้เป็นของแช่แข็ง นอกนั้นถูกปรุงขึ้นจากวัตถุดิบที่เอาออกมาจากช่องแช่แข็งทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ไส้กรอก ขนมปัง ผักต้ม มันฝรั่งทอด หรือแม้แต่ข้าวสวย

ส่วนที่สหรัฐอเมริกานั้นมีการสำรวจจาก National Restaurant Association ชี้ว่า ร้านอาหารในอเมริกานั้นร้อยทั้งร้อยจะเลือกใช้อาหารแช่แข็งมาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารจานด่วน โดยร้านอาหาร 76% ใช้อาหารแช่แข็งกับอาหารเกือบทุกเมนู ส่วนฟาสต์ฟู้ดทั้งหลายไม่ต้องพูดถึง เพราะเมนูทั้งหมดมาแบบแข็งๆ เย็นๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นหากคุณไม่ชอบอาหารแช่แข็ง แต่บังเอิญไปติดใจรสชาติของแฮมเบอร์เกอร์ตัวตลก ไก่ทอดคุณลุง พิซซ่าจากกระท่อมปลายนา นั่นหมายความว่าคุณติดใจอาหารแช่แข็งไปแล้ว

ถ้าหากคุณต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ ซักแห่ง คุณสามารถมีพนักงานเพียงแค่ 2 คนเปิดร้านอาหารเพื่อรับรองแขก 20 – 30 คนได้แล้ว เพียงแต่คุณต้องมีตู้เย็นที่เอาไว้บรรจุของแช่แข็งขนาดใหญ่โตกว่าปกติหน่อยเท่านั้น

สำหรับตลาด B2C ที่มีเป้าหมายเป็นผู้บริโภค ผู้ผลิตอาหารแช่แข็งจะอาศัยช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือคอนวีเนียนโตร์ทั้งหลาย โดยสินค้าที่จำหน่ายมีเกือบทุกเซ็กเตอร์ ทั้งที่อยุ่ในตู้แช่แบบเปิดและแบบปิด ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ต้องเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิเท่าไหร่ ปัจจุบันอาหารแช่แข็งที่จำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี

อันที่จริงในอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งของโลก ผู้ผลิตอาหารแช่แข็งจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ผลิตชั้นแนวหน้าของโลกในหลายๆ เซกเตอร์ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลแช่แข็ง เนื้อไก่แช่แข็ง หรืออาหารพร้อมรับประทานแช่แข็ง โดยมากเป็นการทำธุรกิจแบบธุรกิจต่อธุรกิจหรือ (B2B/Business to Business) เป็นการรับจ้างผลิตสินค้าให้กับบริษัทจากต่างประเทศเพื่อไปติดแบรนด์ของพวกเขาเอง (OEM) ส่วนการขายแบบ B2C (Business to Customer) หรือการสร้างแบรนด์เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในตลาดโลกโดยตรงมีน้อยมาก

ปัจจุบันผู้ผลิตเหล่านั้นเริ่มหันมาสร้างแบรนด์เพื่อทำตลาดเองกันบ้างแล้ว เช่น พรานทะเล สุรพลฟู้ดส์ พีเอฟพี นอกจากนี้ยังมีเฮาส์แบรนด์จากซูเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์สโตร์อีกหลายแบรนด์ ลักษณะการทำตลาดของผู้ผลิตแต่ละค่าย จึงต่างค้นหาจุดโฟกัส และจุดขายของตนเองอย่างชัดเจน เช่น พรานทะเล พยายามบอกว่าเป็นทางเลือกสดใหม่จากทะเล, สุรพล ฟู้ดส์ เน้นกลุ่มติ่มซำ ส่วนพีเอฟพี สร้างเต้าหู้ปลา ปูอัด เป็นต้น

ทั้งนี้แนวโน้มของ ตลาดอาหารแช่แข็ง ได้ขยายมายังตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) มากขึ้น และเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เนื่องจากแต่ละค่ายต้องสร้างอีกขาหนึ่งเพื่อร่วมกระแส จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเซ็กเม้นต์สำคัญสำหรับการกระตุ้นตลาด Frozen Foods

จากเดิมที่ตลาดนี้มีเพียงผู้เล่นรายใหญ่ๆ เพียงไม่กี่ราย เช่น อีซี่โก จากเซเว่นฯ ภายใต้การผลิตของซีพีเอฟ หรือ เอสแอนด์พี ที่เน้นเจาะกลุ่มระดับบน-กลางเท่านั้น แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าฐานที่มั่นเดิม จะปลอดภัย เราจึงได้เห็นทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ การแตกแบรนด์ใหม่ และการลงมาเล่นในระดับแมส

ซึ่งอีกสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาด Frozen Foods โตขึ้น คือ การเข้าสู่ ตลาดอาหารแช่แข็ง และการทำตลาดของ พรานทะเล ที่เริ่มจากการส่งกลุ่ม Ready to Cook เข้ามาประเดิมตลาด และชูจุดขายในแง่ของความเป็นซีฟู้ด (ซึ่งในขณะนั้น ตลาดอาหารแช่แข็ง มีแต่ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไก่ และหมูเท่านั้น โดยมีค่ายใหญ่อย่างซีพีเอฟเป็นผู้กุมฐานอย่างเหนียวแน่น) ทำให้ซีพีเอฟ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มซีฟู้ดแช่แข็งมากขึ้น

 

Segment Pricing Strategy

อีกสาเหตุที่สำคัญของการเติบโตใน ตลาดอาหารแช่แข็ง ก็คือ การขยายฐานผู้บริโภคในทุกเซ็กเม้นต์ของ Frozen Foods ที่ไม่ได้เน้นเฉพาะกลุ่มบน-กลางอีกต่อไป แต่ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ยังหันมาสร้างกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-ล่าง โดยใช้ “ราคา” เข้ามาแบ่งเซ็กเม้นต์

ในอดีตเมื่อร่วมยี่สิบปีก่อนเคยเกิดยุคทีวี ดินเนอร์ ที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่างเอสแอนด์พีและจิตรมาส พยายามสร้างให้อาหารกล่องแช่แข็งเป็นอาหารมื้อเย็นยามนั่งดูทีวี ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์เดียวกับที่เกิดขึ้นในอเมริกาและในยุโรปมาแล้ว

แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าผู้บริโภคไทยจะคุ้นเคยกันมากนัก เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา คนไทยมีทางเลือกในเรื่องของการรับประทานอาหารมากมาย ทำให้ความพยายามในครั้งนั้นต้องล้มเหลวและเงียบหายไปจากตลาด

ครั้งนั้น Frozen Foods ถูกขีดเส้นจำกัดอยู่ในวงแคบเฉพาะผู้บริโภคระดับบนในกลุ่มคนเมืองเท่านั้น แนวทางการทำตลาดจะวางจำหน่ายในตู้แช่ที่ทางห้างฯ โมเดิร์นเทรด เป็นหลัก และไม่มีการทำกิจกรรม หรือสื่อสารทางการตลาด ออกมาให้คนทั่วไปได้รับรู้ ส่งผลให้ที่ผ่านมาตลาดยังไม่ครอบคลุมในทุกเซ็กเม้นต์

แต่โฟรเซ่น ฟู้ดส์ เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น โดยพรานทะเล ถือเป็นผู้เล่นรายแรกๆ ที่ลงมาเล่นเรื่องราคา และทำตลาดอย่างจริงจัง เมื่อครั้งเปิดตัวชิมลางกับอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานของพรานทะเล กับมื้อเช้า ข้าวต้ม ราคา 29 บาท โดยใช้ราคาเข้ามาเป็นตัวแจ้งเกิดให้กับตนเอง และเป็นตัวไดรฟ์ตลาด

เช่นเดียวกับผู้นำตลาด Ready to Eat อย่างอีซี่โก ก็เขยิบลงมาเล่นราคาเริ่มต้น 29 บาท รวมทั้งเอสแอนด์พี ที่สร้าง ควิกมีล ในตลาดกลุ่มพรีเมียมมาอย่างยาวนาน ยังต้องเปิดตัว Brand Extension น้องใหม่ เดลิโอ ขายราคาถูกกว่าควิกมีล ประมาณ 15% หรือเฉลี่ย 35-40 บาท เพื่อเจาะไปตามร้านสะดวกซื้อ

เป้าหมายสำคัญของการสร้างตลาดอาหารพร้อมรับประทานขึ้นมาในตลาด Frozen Foods คือการสร้างสินค้าตัวนี้ให้ “จับต้องง่าย”และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยเหมือนกับที่อาหารกึ่งสำเร็จรูปอย่าง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป เป็นอยู่มานาน

การแจ้งเกิดของอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานนี้ อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมทุกอย่าง เพราะทั้งไมโครเวฟที่มีราคาถูกลงจนกลายเป็นเครื่องครัวสามัญประจำบ้านไปแล้ว หรือกระทั่งช่องทางการจัดจำหน่าย ที่มีทั้งร้านสะดวกซื้อและบูธของแบรนด์ต่างๆที่ลงทุนทำเอง ซึ่งช่องทางทั้ง 2 แห่ง ต่างก็มีไมโครเวฟไว้คอยบริการทำให้การรับประทานอาหารประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเหมือนในอดีต

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกวันนี้เราได้เห็นราคา Frozen Foods ในกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน เริ่มตั้งแต่ 29 บาท จนถึงราคาร่วม 100 บาท เพื่อให้เข้าไปถึงตัวผู้บริโภคในทุกช่วงของวัน ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงก่อนนอน

อีกส่วนที่สำคัญคือ การให้น้ำหนักกับ P ตัวที่ 3 ของ Marketing Mix นั่นคือ Place เพราะแต่ละค่ายหันแนวรบออกไปกระจายสินค้าทั้งผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง และพร้อมทานเข้าถึงชุมชนมากขึ้น ด้วยการตั้งตู้แช่ในร้านค้าขนาดเล็ก วางจุดจำหน่ายในตลาดสด และการเปิดเอาท์เลตในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมถึงการเสาะแสวงหารูปแบบของช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ นอกเหนือไปจากตามโมเดิร์นเทรด ด้วยวัตถุประสงค์หลักที่บรรดาผู้ผลิตแต่ละค่ายวาดหวังไว้คือ การครีเอท ดีมานด์ ทั้งในกลุ่มคนเมืองให้มากขึ้น และสร้างความคุ้นเคยของโฟรเซ่น ฟู้ดส์ในตลาดรากหญ้า นำไปสู่การผลักดันให้เป็นหนึ่งในคอนซูเมอร์ โปรดักต์ ที่ผู้บริโภคต่างเรียกหา เรียกทานได้ทุกโอกาส เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมื่อกว่า 4 ทศวรรษก่อน

นับจากนี้ไป ไม่ใช่เพียงแค่อาศัยการสร้างแบรนด์ หรือ ขยายโปรดักต์ ไลน์ เท่านั้น แต่เป็นการปะทะกันในแนวรบของดิสทริบิวชั่น ทำให้ขณะนี้อาหารกล่องไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อนพึ่งพายามดึกเท่านั้น แต่แทรกเข้าไปอยู่ในทุกมื้ออาหารของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เช้า-กลางวัน-เย็น หรือยามดึก รวมถึงการครีเอทเมนูสำหรับการเป็นอาหารว่าง

 

CPF: The Biggest Frozen Food

หากเราพูดถึง Frozen Foods เราจะปฏิเสธไม่พูดถึง CPF ไม่ได้เลย เพราะความน่าสนใจของ CPF ไม่ใช่เพียงแค่ความเป็นยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารในไทยเท่านั้น แต่ความเป็นยักษ์ใหญ่นี้ยังรวมไปถึงการเป็นผู้เล่นหลักที่เข้ามาผลักดันให้ตลาด Frozen Foods มีความคึกคัก ซึ่งแนวทางของซีพีเอฟ ได้ทุ่มเงินเพื่อทำตลาดอาหารสด และแปรรูปแช่แข็ง รวมถึง Re-branding โดยมีการปรับเปลี่ยน Packaging และมีแนวทางรวมเป็นแบรนด์เดียวภายใต้ชื่อ CP

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่ทำให้ CPF ผงาดขึ้นมาได้ถึงทุกวันนี้ นอกจากการเป็นผู้คุมวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางแล้ว ยังเป็นผู้คุมปลายทางอีกด้วย หมายความว่า การมี Marketing Arm ทางด้านช่องทางจำหน่ายอันแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีสาขาร่วม 10,000 แห่ง คอยเป็นกำลังสำคัญในการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคทุกตรอก ซอกซอย หัวมุมถนน ทำให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้ CPF สามารถส่งผ่านไปถึงมือผู้บริโภคได้มากที่สุด

หรือการปั้น “ซีพี เฟรชมาร์ท” ขึ้นมาด้วยคอนเซ็ปต์ “ตู้เย็นของชุมชน” พร้อมกับความหลากหลายของ Product Line ของซีพีเอฟ ตั้งแต่กลุ่มอาหารสด อาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมรับประทาน ไว้สำหรับเจาะกลุ่มพ่อบ้าน แม่บ้าน เป็นหลัก

ทำให้ในเวลาไม่นาน ซีพี เฟรชมาร์ท มีสาขากว่า 420 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นโมเดลที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นอีกหนึ่งแขนที่เข้ามาช่วยกระจายสินค้าของซีพีเอฟ

การรุกหนักของกลุ่มยักษ์ Frozen Foods ที่ลงถึงระดับรากหญ้า มีผลกระทบมหาศาลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ที่คุ้นกับอาหารแกงถุงมานานแสนนาน

อย่างไรก็ตามแม้ Frozen Foods จะได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ก็ยังมีพฤติกรรมของผู้บริโภคบางส่วนยึดติดกับความคิดเรื่อง “ความสดใหม่” เช่น กลุ่มอาหารแช่แข็งพร้อมปรุง ทำให้บรรดาผู้ผลิตต้องพยายามลบทัศนคติดังกล่าว แล้ว Educate ให้เห็นว่าไม่ต่างจากวัตถุดิบตามตลาดสด

แม้ในช่วงเวลานี้ อาจจะยังไม่อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า อาหารแช่แข็ง จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในคอนซูเมอร์ โปรดักต์ได้อย่าง 100% หากแต่วันนี้ อาหารแช่แข็ง สามารถเข้าไปแทรกซึมพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มกำลังซื้อตั้งแต่ระดับบน-ล่างแล้ว

Comments

comments