Skip to main content
ธุรกิจร้านอาหาร ทำยังไงให้ดัง

ธุรกิจร้านอาหาร ทำยังไงให้ดัง

เมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2540 เราพบว่า สินค้าอุตสาหกรรมและธุรกิจการเงิน ไม่สามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้

วิกฤตทางเศรษฐกิจจึงทำให้เราสำนึก และหันหลังกลับไปสู่รากฐานเดิมของเราคือ เกษตรกรรม ซึ่งทำให้พบว่า นี่จะเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งของเราอย่างแท้จริง ถ้าเรามีการจัดการที่ดี

เพราะผลผลิตทางการเกษตร คือ ขุมทรัพย์อาหารที่ทรงค่ายิ่งของโลก ซึ่งหาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

เมื่อเราหันมาให้ความสนใจการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ธุรกิจอาหาร เราก็เพิ่งตาสว่าง เพราะได้รู้ความจริงว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยตั้งอยู่ทั่วโลกมากกว่า 5,000 ร้าน

กล่าวได้ว่าทั้งผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างให้ความสนใจกับการบริโภคอาหารไทยมากขึ้น

 

Clean Food Good Taste

 

ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังตื่นตัวในเรื่องสุขภาพ อาหารไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าแก่สุขภาพมากที่สุด จากส่วนผสมต่างๆ ในอาหาร ทั้งผักและเครื่องเทศ ล้วนเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่า ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของ ผู้บริโภค

ในญี่ปุ่นนั้น คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ มีความนิยมบริโภคอาหารไทยในฐานะอาหารหรู มีระดับ ผู้บริโภคในต่างประเทศเหล่านี้ ปัจจุบันมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารไทยที่เปลี่ยนไป มีความต้องการบริโภคอาหารไทยที่เป็นรสชาติไทยแท้ๆ มากขึ้น

ความเข้าใจแต่เดิมว่าคนต่างชาติไม่สามารถบริโภคอาหารไทยที่รสชาติเผ็ดจัด ได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะผู้บริโภคต่างชาติสามารถบริโภคอาหารไทยรสดั้งเดิมได้ อย่างถ้าเป็นรสเผ็ด ก็ต้องเป็นรสเผ็ดจัด แบบไทยแท้ๆ ชนิดเครื่องปรุงต้องถึง

ด้วยเหตุนี้ อาหารอย่างต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเขียวหวาน จึงเป็นอาหารยอดนิยมของโลก และไม่ใช่เป็นเพียงอาหารส่วนที่เป็นกับข้าวเท่านั้น แม้แต่ข้าว ซึ่งเป็นเมนูหลักอย่างหนึ่งที่ประกอบเป็นอาหารไทยก็ได้รับความนิยมสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวที่ได้รับความนิยมทั่วโลก จนมีรายการทำเทียมและเลียนแบบขึ้นมา

ทั้งยังรวมไปถึงเครื่องปรุงรส อย่างน้ำปลาก็เช่นกัน คนญี่ปุ่นที่มาเที่ยวเมืองไทยนั้น มีไม่น้อยที่ขากลับ จะหิ้วข้าวหอมมะลิถุงเล็ก และน้ำปลาแท้ขวดเล็กติดมือกลับไปด้วย เพราะทั้งสองสิ่งนี้คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคมากขึ้น และเป็นสินค้าที่มีราคาแพงมากในญี่ปุ่น

การเติบโตของร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออก ผัก เครื่องเทศ เครื่องปรุงรส เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และเครื่องประดับตามแบบวัฒนธรรมไทย เมื่อปี 2550 มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และยังมีโอกาสเพิ่มเป็นเท่าตัวต่อไปในอนาคต

ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ที่เป็นเชนดังๆ อย่าง Blue Elephant ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่มีสาขาอยู่ในลอนดอน และปารีส มีความเชื่อว่า การทำอาหารไทยที่มีคุณภาพ และรสชาติเป็นแบบไทยจริงๆ นั้น ต้องสั่งวัตถุดิบอย่างผักสมุนไพร เครื่องเทศ ผลไม้ ดอกไม้ จากเมืองไทย แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถปลูกได้ในภูมิภาคอื่น แต่ก็ไม่มีรสชาติและคุณภาพดังเช่นที่ปลูกในไทย

ผู้ค้าอาหารไทยบางรายอย่าง ทอมมี่ แทงก์ หรือ ทอมมี่ แซ่ตั้ง (Tommy Tang) ที่เป็นคนไทย ซึ่งโด่งดังด้านฝีมือปรุงอาหารไทยในสหรัฐอเมริกา จนถึงขนาดมีรายการทำอาหารไทยทางทีวีเป็นของตนเอง นอกเหนือจากที่เขามีร้านอาหารไทยอยู่แล้วก็ยังผลิตเครื่องปรุงรส และเครื่องเทศสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ของตนเอง ออกขายเป็นล่ำเป็นสันด้วย

 

Thai Foods & Restaurants

สำหรับเมืองไทย แหล่งกำเนิดของอาหารไทยที่โด่งดังไปทั่วโลกนั้น ความเป็นนักบริโภคของคนไทยไม่ใช่แค่ทำให้อาหารไทยแบบดั้งเดิม ยังคงเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ดี ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายข้าวแกงริมถนน ไปจนถึง ร้านขายอาหารไทยในศูนย์การค้าหรูๆ มีร้านขายอาหารไทยที่สร้างแบรนด์ จนติดปากติดหูผู้บริโภคหลายร้าน เช่น สีฟ้า เอสแอนด์พี ซึ่งบางร้านก็มีสาขาอยู่หลายแห่ง หรืออย่างเอสแอนด์พี ก็ออกไปสร้างแบรนด์ในต่างประเทศเป็นเวลาหลายปีแล้ว

แต่ความเป็นนักบริโภคของคนไทย ได้ทำให้อาหารของชาติอื่นนั้น โด่งดังขึ้นมาด้วย อย่าง สุกียากี้ หรือที่ปัจจุบันเรียกกันว่าสุกี้ ที่เป็นอาหารของจีนและญี่ปุ่น ซึ่งได้ประยุกต์ให้รสชาติเข้ากับลิ้นคนไทยได้อย่างกลมกลืน

อาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ก็กำลังได้รับความนิยมในเมืองไทยสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งอาหารญี่ปุ่นเหล่านี้ มีหลายร้านที่ ผู้ประกอบการเป็นคนไทย และแม้แต่บางร้านที่เป็นร้านของคนญี่ปุ่น ก็ยังมี พ่อครัวเป็นคนไทย

อาหารอีกประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมคือฟาสต์ฟู้ด ที่เป็นวัฒนธรรมจากตะวันตก ปัจจุบันก็มีอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่เกิดขึ้นจากมันสมองของคนไทย ที่ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจไม่น้อยหน้าฟาสต์ฟู้ดชื่อดังจากต่างชาติ เช่น เชสเตอร์กริลล์

ความเป็นนักบริโภคของคนไทย และกระแสความนิยมของคนไทย ที่นิยมบริโภคอาหารต่างชาติ แต่ก็ยังไม่ทิ้งความนิยมอาหารไทยที่เป็นรากเหง้าของตน ทำให้มีผู้สร้างแบรนด์อาหารทั้งที่เป็นอาหารสไตล์ต่างชาติ และอาหารไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งหลายรายก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปแล้ว

เมื่อพิจารณาภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารของคนไทยในประเทศที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ

 

  1. กลุ่มที่เป็นร้านอาหารไทยแบบดั้งเดิม ที่เปิดเป็นร้านเดี่ยวๆ มีเพียงแห่งเดียวไม่มีสาขา ประเภทผู้ที่ประสงค์จะบริโภคต้องพยายามขวนขวายดิ้นรนไปบริโภคกันเอง ทั้งที่ร้านนั้นไม่ได้อยู่ใกล้บ้าน อาจจะอยู่คนละอำเภอ คนละจังหวัด

แต่ร้านอาหารกลุ่มนี้จะเป็นร้านอาหารที่มีรสชาติอร่อยโดดเด่น ไม่เหมือนใคร แม้จะเป็นร้านประเภทเดียวกับร้านอาหารทั่วไป แต่ก็มีรสชาติที่อร่อย มีลักษณะการปรุงที่ให้รสชาติต่างไปจากร้านอื่น ผู้ประกอบการร้านอาหารประเภทนี้มีความเชื่อว่า การมีเพียงร้านเดียว ไม่มีสาขา มีพ่อครัวหรือแม่ครัวหลักเพียงคนเดียว จะสามารถคุมด้านรสชาติ และคุณภาพอาหารได้ชนิดถึงรสจริงๆ

การที่มีพ่อครัวหรือแม่ครัวที่ปรุงอาหารมาตั้งแต่เริ่มตั้งร้านเมื่อหลายสิบปีก่อน หรือเป็นคนเดียวที่รับสืบทอดวิชาการปรุงอาหารมาจากบรรพบุรุษ ที่เขาเชื่อว่าอาหารไทยแท้ๆ มีรสชาติอร่อยนั้น เป็นอาหารที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวชนิดบันทึกไว้ และให้คนอื่นไปปรุงตามสูตรได้

ความอร่อยของอาหาร เกิดจากความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารของพ่อครัว และแม่ครัว จึงไม่ทำร้านอาหารในรูปแบบที่มีหลายสาขา เพราะเกรงว่าจะไม่สามารถคุมในเรื่องรสชาติได้ ซึ่งร้านอาหารประเภทนี้ จะมีผู้บริโภคแน่นร้านทุกวัน และส่วนใหญ่จะมีเวลาขายจำกัดอาจเพียงครึ่งวันก็หมด เพราะมีพ่อครัวหรือแม่ครัวหลักเพียงคนเดียว ใครที่ไปไม่ทัน ก็ต้องรอไปบริโภควันหลัง

 

  1. กลุ่มที่เป็นร้านอาหารไทยแบบดั้งเดิม ซึ่งเมื่อแรกเริ่มนั้นก็มีเพียงร้านเดียว สร้างชื่อ สร้างแบรนด์จนเป็นที่รู้จัก ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในเรื่องรสชาติความอร่อย และเมื่อได้รับความนิยมก็เห็นโอกาสในการขยายฐานผู้บริโภค เพื่อเพิ่มรายได้ ด้วยการขยายสาขาเพิ่มขึ้น และสร้างสูตรอาหารที่ตายตัวขึ้นมา หรือโดยผลิตส่วนผสมบางอย่างไปจากร้าน เช่น เครื่องปรุงบางอย่าง น้ำแกงไปจากร้านที่เป็นต้นกำเนิด และที่สุดก็ขยายสาขาออกไป หรือทำในรูปแบบแฟรนไชส์ เช่น เอสแอนด์พี สีฟ้า ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ขายอาหารไทยแบบดั้งเดิม และให้บริการในรูปแบบฟาสต์ฟู้ด

ร้านอาหารไทยประเภทนี้จะเปิดขายตลอดวัน และมีอาหารพร้อมที่จะบริการผู้บริโภคตลอดเวลา ซึ่งร้านอาหารประเภทนี้ก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคดีเช่นกัน

 

  1. เป็นกลุ่มร้านอาหารที่เป็นร้านอาหารของคนไทย แต่ผลิตอาหารในสไตล์ต่างชาติแบบประยุกต์เข้ากับรสชาติของคนไทย ร้านอาหารประเภทนี้ เกิดและเติบโตขึ้นตามกระแสแฟชั่นที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เช่น อาหารญี่ปุ่น ฟาสต์ฟู้ดแบบตะวันตก ประกอบกับรสชาติและความอร่อยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วไป จึงทำให้ประสบความสำเร็จ และมีการขยายสาขา โดยใช้สูตรในการปรุงอาหารที่ตายตัวเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีมาตรฐานการบริการ การจัดร้าน การตกแต่งร้าน ทั้งภายในและภายนอกเหมือนกัน มีการขยายสาขาทั้งในรูปแบบที่เป็นสาขาของตนเอง และแฟรนไชส์ เช่น เอ็มเค สุกี้, เชสเตอร์กริลล์, โออิชิ ฯลฯ

 

Reach for the Star

 

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหารประเภทร้านเดี่ยวไม่มีสาขา หรือร้านอาหารประเภทมีสาขา มีแฟรนไชส์มากมาย ทั้งอาหารไทยแท้ และอาหารไทยสไตล์อาหารต่างชาติ จะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องเกิดจากการสร้างแบรนด์จนชื่อเจ้าของร้าน หรือชื่อร้านติดปากผู้บริโภค และบอกเล่ากันต่อๆ มาจนได้รับความนิยม

หัวใจสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจอาหารนั้น คุณสันติ เศวตวิมล กล่าวว่า “ความสำเร็จของธุรกิจอาหารต้องประกอบด้วยดาว 4 ดวง

ดาวดวงแรก คือ ความอร่อย จนได้รับการยอมรับในหมู่ผู้บริโภคอาหารทั่วไป

ดาวดวงที่สอง คือ ความสะอาดของร้าน ความสะอาดของผู้ปรุงอาหาร และพนักงานบริการ

ดาวดวงที่สาม คือ ราคายุติธรรม

ดาวดวงที่สี่ คือ บริการ ซึ่งครอบคลุมบริการของพนักงาน การจัดร้าน”

ธุรกิจร้านอาหารจะสร้างแบรนด์ของตนให้เกิดได้ก็ต้องอาศัย องค์ประกอบทั้ง 4 ประการนี้ และการที่จะรักษาแบรนด์ให้คงอยู่ไปนานเท่านาน ก็ต้องรักษาองค์ประกอบทั้ง 4 ประการให้มั่นคง มีความสม่ำเสมอเหมือนแรกเริ่มที่ แบรนด์ คือ ชื่อร้าน หรือชื่อเจ้าของร้านเป็นที่รู้จักจนมีชื่อเสียงในหมู่ผู้บริโภค จึงจะทำให้การทำธุรกิจร้านอาหารไทยประสบความสำเร็จในระยะยาว

ในอดีตนั้นมีร้านอาหารไม่น้อย ที่เคยเป็นร้านอาหารมีชื่อ แต่ต้องปิดตัวเองไป หรือผู้บริโภคเสื่อมความนิยมไป เพราะไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องสม่ำเสมอขององค์ประกอบทั้ง 4 ประการไว้ได้ ซึ่งการรักษาองค์ประกอบทั้ง 4 ประการไว้นี้ แม้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะเจ้าของกิจการต้องพิถีพิถัน เอาใจใส่ดูแลอยู่เสมออย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในเรื่อง ความอร่อย และความสะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากยิ่งในธุรกิจร้านอาหาร

 

The Law of Advertising

ในธุรกิจอาหาร การโฆษณาเป็นสิ่งจำเป็นมาก ไม่แพ้การผลิตสินค้าหรือทำธุรกิจอื่นๆ ซึ่งพื้นฐานแรกสุดของการโฆษณาในธุรกิจอาหารในอดีต คือ การบอกเล่าแบบปากต่อปาก ว่าอาหารร้านนี้อร่อยมาก ร้านนี้ดี

ต่อมา เมื่อมีผู้คิดสร้างตรา รับประกันคุณภาพอาหารอร่อย ขึ้น อย่างเช่น เชลล์ชวนชิม ของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เปิบพิสดาร ของ แม่ช้อยนางรำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รับประกันคุณภาพอาหาร ทั้งในแง่ความอร่อย และความสะอาด โดยเฉพาะ เปิบพิสดารนั้น จะเน้นเรื่อง ราคายุติธรรม และบริการที่ดี ด้วย

เจ้าของตราทั้งสองนี้ ทั้ง ม.ร.ว.ถนัดศรี และ แม่ช้อยนางรำ จะมีการแนะนำร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ของตนลงในสื่อที่แพร่หลาย เริ่มจาก สิ่งพิมพ์ มาถึงวิทยุ และทีวี ทำให้ร้านอาหารที่อร่อยมีผู้รู้จักแพร่หลายขึ้น และเจ้าของตรารับประกันคุณภาพความอร่อยของอาหารทั้งสองนี้ ก็มีเงื่อนไขตกลงกับทางร้านอาหารที่ได้ตราสัญลักษณ์ว่าจะต้องรักษาคุณภาพของอาหารให้เป็นมาตรฐานสม่ำเสมอ มิฉะนั้นจะถอนตราออก

ด้วยเหตุนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร้านอาหารที่ได้ตราส่วนใหญ่ต้องรักษาคุณภาพของตนไว้อย่างเคร่งครัด เพราะจะเป็นผลต่อรายได้ และความยั่งยืนของแบรนด์ของตน ครั้นต่อมา เมื่อร้านอาหารใดมีการขยายสาขามากขึ้น มีรายได้จนคุ้มที่จะใช้เงินในการโฆษณาร้านอาหารของตน ก็เริ่มมีการโฆษณาร้านอาหารด้วยตนเองอย่างจริงจัง ทั้งทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และทีวี

 

 

The Law of Name

การสร้างแบรนด์สินค้าประเภทร้านอาหารในไทยมีหลายร้านที่พยายามสร้างสโลแกนหรือคำพูดที่ติดปาก ให้ผู้บริโภคจำง่าย และสร้างความนึกถึงชื่อร้านของตนทุกครั้ง เมื่อต้องการบริโภคอาหาร

ในอดีตนั้น คำที่จะชวนให้ระลึกถึงเมื่อต้องการรับประทานอาหาร จะเชื่อมโยงกันระหว่างความอร่อยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคกับชื่อร้าน ชื่อเจ้าของร้าน หรือชื่อบริเวณที่ร้านนั้นตั้งอยู่ เช่น เมื่ออยากรับประทานข้าวแกง นึกถึงชื่อข้าวแกงคุณศรี เมื่ออยากรับประทานก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา นึกถึงลูกชิ้นปลานายเงี้ยบ เมื่ออย่างรับประทานหัวปลาหม้อไฟ นึกถึงชื่อหัวปลาช่องนนทรี อยากทานก๋วยเตี๋ยวเรือ นึกถึงก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับ เป็นต้น ฯลฯ

ชื่อเหล่านี้จะติดปากและติดอยู่ในความทรงจำของผู้บริโภค และจะมีการบอกกล่าวเล่าลือกันต่อๆ ไปเมื่ออยากรับประทานอาหารอร่อย และทำให้ร้านเหล่านั้นประสบความสำเร็จ มีลูกค้าอุดหนุนคับคั่ง จนทำให้มีการลอกเลียนแบบ ทั้งเอาชื่อไปใช้โดยตรง หรือตั้งชื่อให้คล้ายกัน เพื่อทำให้ผู้บริโภคไขว้เขว

ทางแก้ของปัญหานี้ก็คือ ร้านดั้งเดิมต้องมีการสร้างชื่อตอกย้ำให้ผู้บริโภคได้มีความชัดเจนว่า ใครคือของแท้ ใครคือต้นกำเนิด เช่น มีคำว่า เจ้าเก่า ตามหลังชื่อร้าน หรือมีป้ายเขียนบอกไว้ว่าร้านนี้ไม่มีสาขาที่ไหน

ในยุคปัจจุบัน ได้มีการใช้สโลแกนเข้ามาประกอบกับชื่อร้าน เพื่อให้ผู้บริโภคได้นึกถึงร้านของตนทุกครั้งที่ต้องการรับประทานอาหาร

เราจึงจำได้ถึงบาร์บีคิวพลาซ่า เมื่อได้ยินคำว่า “ตัวจริง อร่อยจริง เรื่องปิ้งย่าง”

ขณะที่นึกถึงร้านเอ็มเค เมื่อคิดถึง “ช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น”

ส่วนร้านอาหารสีฟ้าก็ใช้ว่า “อย่าลืมสีฟ้าเวลาหิว”

ฯลฯ

 

Sub-brand

ธุรกิจร้านอาหารไทยในอดีต ไม่มีการสร้าง Sub-Brand เพราะส่วนใหญ่จะเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เชี่ยวชาญในอาหารประเภทไหน ก็ขายอาหารประเภทนั้น แม้จะมีการขยายสาขาออกไป ก็ยังคงเป็นอาหารประเภทเดียวกัน

แต่ปัจจุบัน เริ่มมีการสร้าง Sub-Brand สำหรับร้านอาหารขึ้นมากันเยอะขึ้น ผู้ที่ริเริ่มคือ โออิชิ ซึ่งประสบความสำเร็จสูงมากในการทำบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น และแตกมาเปิดร้านบะหมี่ โดยสร้าง Sub-Brand ชื่อ โออิชิ ราเมน ขึ้น ซึ่งการหันมาทำตลาดราเมนนั้น เป็นเพราะกระแสในตลาดค่อนข้างแรง และกำลังเป็นที่นิยมในวงกว้าง

ส่วนหนึ่งในการบูมของราเมนมาจากรายการทีวีแชมเปี้ยน ที่เป็นตัวช่วยเพิ่มดีกรีให้อาหารประเภทบะหมี่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเดิมที คนไทยก็นิยมบริโภคอาหารประเภทบะหมี่อยู่แล้ว ทั้งบะหมี่ของจีน และบะหมี่ญี่ปุ่น จะเห็นได้จากความสำเร็จของร้านบะหมี่มีชื่อหลายร้านที่มีผู้บริโภคคับคั่งจนต้องรอคิวกันในช่วงเวลารับประทานอาหาร เช่น ร้านบะหมี่ฮาจิบังราเมน ที่เป็นร้านบะหมี่แบบญี่ปุ่น แม้ปัจจุบันจะขยายสาขาไปตามศูนย์การค้าหลายแห่ง แต่ก็ยังมีผู้บริโภครอคิวกันมากทุกสาขา โดยเฉพาะในช่วงเวลารับประทานอาหารเที่ยง

สำหรับร้านบะหมี่ โออิชิ ราเมน ที่เป็น Sub-Brand ของโออิชินั้น เมื่อเปิดขึ้นมาก็ประสบความสำเร็จในทันที มีผู้บริโภครอคิวกันแน่นทุกสาขา ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของชื่อโออิชิที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอยู่แล้ว และส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมนิยมบริโภคบะหมี่ของคนไทย

การสร้าง Sub-Brand โออิชิราเมนนี้ ช่วยให้โออิชิได้ผู้บริโภคกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมบริโภคบะหมี่ แต่ไม่นิยมบริโภคอาหารญี่ปุ่นชนิดอื่น และกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังเงินไม่พอที่จะบริโภคอาหารญี่ปุ่นในแบบบุฟเฟ่ต์ของโออิชิ ซึ่งราคาต่อมื้อต่อคนนั้น ต้องใช้เงิน 400-500 บาทขึ้นไป ขณะที่ราคาบะหมี่ต่อชามนั้นไม่ถึงร้อยบาท จึงทำให้โออิชิสามารถขยายการสร้างแบรนด์ของตนเข้าสู่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น

 

Brand Age

 

การทำตลาดอาหารในปัจจุบัน แบรนด์ คือ สิ่งรับประกันคุณภาพ รสชาติ และบริการ และการทำตลาดสินค้าและบริการประเภทร้านอาหารของไทยในวันนี้ การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องเผชิญการแข่งขันจากแบรนด์ร้านอาหารดังๆ จากหลายชาติ

ทั้งร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด อย่าง เช่น เคเอฟซี แมคโดนัลด์ ร้านอาหารประเภทภัตตาคาร อย่างเช่น สกายลาร์ค ซึ่งเป็นร้านอาหารประเภทภัตตาคารของญี่ปุ่น ร้านอาหารที่ขายเฉพาะอาหารญี่ปุ่นอย่างฟูจิ ร้านอาหารซิสเล่อร์ ของทางตะวันตก ฯลฯ เหล่านี้ เมื่อมาอยู่ในเมืองไทย เป็นแบรนด์ที่แข็งมาก และได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ซึ่งสาเหตุมาจากแฟชั่น และความเป็นนักบริโภคนิยมของคนไทย

ร้านอาหารไทยในปัจจุบัน จึงต้องอาศัยการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง บนรากฐานของคุณภาพความอร่อย ความสะอาด บริการที่ประทับใจ และราคายุติธรรม เพื่อสู้กับแบรนด์ต่างชาติเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารที่ขายอาหารไทยแท้ๆ หรือร้านอาหารไทยสไตล์อาหารต่างชาติ

เพราะมิฉะนั้นแล้ว ไทยซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับอาหารที่มีคุณค่ายิ่งของโลก จะเป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบโดยไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบที่ตนเป็นเจ้าของได้ ซึ่งสถานะเช่นนั้นคงไม่เกิดขึ้น ตราบที่คนไทยยังให้ความสำคัญกับธุรกิจอาหาร