Skip to main content
Magazine Free of Die

นิตยสาร วันนี้ “ฟรี” หรือ “ตาย”

ปีนี้เป็นปีแห่งความสิ้นหวังของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ (โดยเฉพาะ “นิตยสาร”) อย่างแท้จริง

เพราะหลังจากปี 2557 เราเริ่มเห็นเค้าลางของความมืดของวงการหนังสือกันมาบ้าง สะท้อนผ่านการปิดตัวของนิตยสารการ์ตูนอย่าง Boom ซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่ใหญ่ไม่น้อยสำหรับวงการหนังสือ รวมถึงข่าวคราวที่ร้านขายหนังสือการ์ตูนใหญ่ๆ ทยอยปิดตัวลงกันมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

กระทั่งในปีนี้ เราจึงได้เห็นข่าวคราวของวงการนิตยสารที่ไม่สู้ดีมาโดยตลอด ไล่ตั้งแต่ การที่อากู๋ จาก จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ขายส่วนงานนิตยสารในเครือแกรมมี่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น IMAGE, MAXIM, Her World, Madame Figaro, Attitude และ In Magazine ให้กับค่ายซีทรูของแอร์ เอเชีย

ข่าวล่าสุด ณ ตอนนี้คือ มีแนวโน้มว่าค่ายซีทรูอาจจะปิดหัวหนังสือบางเล่มที่เพิ่งซื้อมาได้แค่ไม่กี่เดือน คงเหลือแต่หัวที่แข็งแรงไว้ดำเนินธุรกิจต่อ!

หรือกระทั่งที่เป็นข่าวใหญ่อย่าง เปรียว ที่ต้องปิดตัวและลาจากไปในสิ้นปี 2015 ส่วนนิตยสารเกือบทุกหัวของค่าย Inspire (ที่มีหัวหนังสือนับสิบ อาทิ Ray, S Cawaii, ViVi) ก็จะทยอยปิดตัวเหลือแค่ไม่กี่เล่มภายในสิ้นปี 2015 เช่นกัน

ขณะที่นิตยสารหัวใหญ่ของค่ายใหญ่อีกหลายหัวก็ยังกระอักเลือดกันอยู่ ดูได้จากความบางของนิตยสารที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะจำนวนโฆษณาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นค่าย GM หรือค่ายอมรินทร์ (โดยเฉพาะรายหลัง มาเจอกับพิษทีวีดิจิทัลเข้าไป ยิ่งอ่วมอรทัย)

ส่วนนิตยสารผู้หญิงหัวใหญ่อีกเล่มอย่าง ดิฉัน ก็ต้องปรับจากรายปักษ์มาเป็นรายเดือน ขณะที่นิตยสาร LIPS ก็เลือกปรับตัวด้วยการสร้าง Free Copy ขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกเช่นกัน

แม้กระทั่งกับ โน้ต พับลิชชิ่ง ผู้ผลิตนิตยสารทีวีพูล ก็ยังเลือกปิดนิตยสารบางเล่มของตัวเอง รวมถึงปรับโมเดลของทีวีพูลให้มีทั้งแจกฟรี และแบบขายเหมือนปกติ

เหตุผลที่ไม่ปิดก็ปรับของบรรดานิตยสาร เกิดจากความต้องการลดต้นทุนเพื่อให้อยู่ในจุดคุ้มทุน ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางงบโฆษณาในช่องทางสิ่งพิมพ์ที่ลดลง

หากมาดูในส่วนของการปรับนั้น ส่วนใหญ่เลือกวิธีของการเข้าสู่ดิจิทัล หรือไม่ก็ Free Copy

คำถามก็คือ ทำไมถึงต้อง Free Copy และ Free Content
ช่วยให้นิตยสารอยู่รอดได้อย่างไร?

คำตอบ มาจากคำถามต่อเนื่องนี้ที่ว่า…

ถ้าเราต้องการอ่านนิตยสาร เรามีหลายวิธีที่จะอ่าน ไล่ตั้งแต่

1.อ่านฟรีจากออนไลน์ แต่คุณภาพของภาพอาจไม่เท่าฉบับ Hard Copy เพราะภาพขนาดใหญ่ รายละเอียดมาก ไม่เหมาะสำหรับการใส่ในเว็บ

2. ซื้อจากแผงหรือร้านหนังสือ

หรือ 3. สมัครสมาชิกรายปี ซึ่งส่วนใหญ่จะลดราคาลงให้สมาชิกเป็นพิเศษ

ฉะนั้นง่ายที่สุดคือ ข้อแรก

ซึ่งหากมองในมุม Publisher การนำ Content ที่มีอยู่แล้วในฉบับจริงไปสู่ผู้อ่านออนไลน์แทบไม่มีต้นทุนเลย

ฟรี จึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้กลุ่มผู้อ่านกว้างที่สุด

โดยแต่ในแต่ละหน้าของเนื้อหาออนไลน์ ทางค่ายก็จะนำแบนเนอร์มาแปะอยู่ ทำให้ทางนิตยสารจะได้เงินจากการที่มีผู้เข้ามาอ่าน

ยิ่งคนอ่านมากเท่าไร ก็มีรายได้เยอะเท่านั้น

ส่วน Free Copy ก็เช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ค่ายนิตยสารมักจะให้กองบก.ที่มีอยู่แล้วเป็นผู้ผลิต Content นั้น ดังนั้น จึงแทบไม่ได้มีต้นทุนเพิ่มมากนัก ต่อจากนั้นจึงอาศัยการแจกจ่ายฟรี สร้างชื่อให้ตัวเอง

ตัวอย่างที่ดีของข้อนี้ก็คือ M2F ของค่ายบางกอกโพสต์ที่ ณ ตอนนี้เคลมว่า Circulation แซงไทยรัฐไปแล้ว

ข้อสอง ซื้อจากร้านหนังสือ หากหนังสือราคา 100 บาท จะเป็นค่าสายส่งทันทีไม่ต่ำกว่า 30% (ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ) ส่วนร้านหนังสือได้กำไรไม่มากนัก แถมนิตยสารส่วนใหญ่ขายได้ไม่ถึงครึ่ง ที่เหลือจึงส่งคืนไปทำลาย

เมื่อหักไปหักมาแล้ว สำนักพิมพ์มีแต่จะขาดทุน

อย่างไรก็ตาม ร้านหนังสือยังเป็น Point of Purchase ที่ดี และเป็นหน้าตาของหนังสือในการสร้างภาพลักษณ์อีกด้วย

ข้อสุดท้าย สมัครสมาชิกรายปี หากอ้างอิงจากข้อที่ 2 จะเห็นว่าเมื่อดูจากรายได้แล้ว กลุ่มสมาชิกไม่ได้ทำให้เกิดรายได้เลย แต่เป็นเรื่องทางจิตวิทยาที่แสดงถึงคุณค่าว่าผู้อ่านคนนั้นต้องการมันจริงๆ

ด้วยเหตุนี้ ทาง Publisher จึงต้องให้เราเสียเงินสมัครสมาชิกเป็นรายปี แม้ว่าจะไม่ได้กำไรอะไรเลยจากคนกลุ่มสมาชิกเหล่านี้ แถมนิตยสารก็ไม่สามารถตั้งราคาสมาชิกให้ต่ำเกินไป เพราะจะทำให้ผู้อ่าน (และโดยเฉพาะผู้ลงโฆษณา) รู้สึกไม่มีค่า

เมื่อดูจากทางเลือกเหล่านี้ Free และ Free Copy จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุด

โดยเฉพาะกับในยุคนี้ที่เรามีข้อมูลทุกอย่างให้เลือกสรรในอินเตอร์เน็ต

เพราะหากใครลุกขึ้นมาเรียกเก็บเงินก่อน จะเสียเปรียบ…

…และจะทำให้เกิดการ Switching Brand ไปหาของฟรีจากที่อื่นมาทดแทนทันที