Skip to main content
Location-based ads

Pokémon Go กับ อนาคตของโฆษณา Location-based Ads

คงไม่ต้องเขียนถึงกันอีกแล้วสำหรับกระแสของ Pokémon Go ว่าเกิดเป็นปรากฏการณ์มากน้อยเพียงใด

เพราะนอกจากมันทำให้เทคโนโลยีที่เคยถูกพยายามผลัก “ดัน” ให้เกิด (แต่ไม่เกิดเสียที) มาร่วม 10 ปี อย่าง Augmented Reality (AR) ได้ลืมตาอ้าปากได้แล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในฐานะนักการตลาดและนักสร้างแบรนด์ “ได้ข้อคิด” อะไรกับปรากฏการณ์ Pokémon Go

ไม่ว่าใครจะเรียนรู้อะไรจากปรากฏการณ์นี้ สิ่งที่เราจะได้เห็นอย่างแน่นอนก็คือ มุมมองของการสื่อสารสู่ผู้บริโภคที่จะลงลึกมากขึ้น

เพราะอ้างอิงจากข่าวที่ John Hanke ซีอีโอจาก Niantic ผู้สร้างเกม Pokémon Go เปิดเผยว่าเกมจะมี Sponsored Location ซึ่งแบรนด์จะสามารถโฆษณาเพื่อดึงดูดผู้บริโภคในระดับพื้นที่ใกล้เคียงได้ โดยวัตถุประสงค์ของโฆษณานั้นก็เพื่อตั้งใจให้คนเดินเข้าร้านของแบรนด์นั้นมากขึ้น ส่งผลให้เพิ่มโอกาสของการซื้อสินค้าให้มากขึ้นตามมาด้วยนั่นเอง

สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง The Guardian ระบุว่า Pokemon Go ถือเป็นหนึ่งในการปฏิวัติโฆษณาเชิงสถานที่เลยทีเดียว

Location-based Ads 

ว่าไปแล้ว การโฆษณาที่อิงกับแนวคิดในการระบุพื้นที่ (Location-based Ads) ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

เพราะหากใครที่เคยลงโฆษณาผ่าน Google และ Facebook จะพอทราบว่า การ Targeting สามารถระบุถึงระดับพื้นที่ เช่น เขต ตำบล อำเภอ จังหวัด หรือระดับรัศมี เช่น 10 กม.นับจากที่นั้นๆ ไปจนกระทั่งสถานีสำคัญ อาทิ สนามบินดอนเมือง สยามพารากอน ได้อยู่แล้ว

เพียงแต่ความสำเร็จของ Pokemon Go จะทำให้การสื่อสารไปสู่ผู้บริโภคจะเริ่ม Advance มากขึ้น และเริ่ม Customization มากขึ้น

หากเราดูจากความเคลื่อนไหวของสองสื่อยักษ์ใหญ่ อย่าง Google และ Facebook เราก็เริ่มเห็น “นัย” นี้ซ่อนอยู่อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

โดยเฉพาะกับ Google ที่ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2016 ที่ผ่านมา ก็ได้ออกมาเปลี่ยนแปลงความสามารถในการโฆษณาที่ถูกยกให้เป็นการเปลี่ยนระดับ Big Change เลยก็ว่าได้

การเปลี่ยนแปลงที่อิงกับ Location-based Ads ประกอบด้วยการเพิ่มรูปแบบโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม AdWords ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เล่นบนมือถือมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อย 3 สิ่งด้วยกัน

เริ่มด้วย ความสามารถในการโฆษณาผ่าน Google Search หรือที่นักการตลาดรู้จักกันในชื่อ SEM (Search Engine Marketing) ที่อิงกับตำแหน่งของผู้ใช้ให้มากขึ้น โดยเรียกว่า Location-related Mobile Searches

ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้มือถือเครื่องนั้นๆ อยู่สาทร และค้นหาร้านอาหารญี่ปุ่น Google ก็จะแสดงโฆษณาร้านอาหารญี่ปุ่นในละแวกใกล้เคียงปรากฎขึ้นมา และจะทำการ Cross Platform กันระหว่าง Google Search และ Google Maps อีกด้วย

นอกจากนี้ อีกรูปแบบโฆษณาที่เพิ่มขึ้น โดยอิงกับ Location ก็คือ  Promoted Pin ซึ่งเป็นการโฆษณาแบรนด์บน Google Maps ที่มีผู้ใช้มากระดับพันล้านคน โดย Google บอกว่า การโฆษณา Promoted Pin จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงร้านค้าในบริเวณนั้นได้ง่ายยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น การโฆษณาจะสามารถปรับได้ตามแต่ละประเภทของอุปกรณ์ได้มากขึ้น เพราะในปัจจุบัน ผู้โฆษณายังไม่สามารถปรับค่าโฆษณาในระดับ Devices ได้มากนัก (ทำได้เพียงเพิ่ม Bid ให้ Mobile, ไม่สามารถเลือก Tablet หรือเลือกไม่ลงโฆษณาใน PC ได้)

การยกเครื่องโฆษณาของ Google ครั้งนี้ ระบุว่า ถูกคิดมาเพื่อเพิ่มคนเข้าร้าน (designed to help you increase foot traffic to your stores)

เราจะเห็นได้ว่าทั้งหมดอิงกับการโฆษณาที่อิงกับสถานที่ หรือ Location-based Ads ทั้งสิ้น!

เมื่อมาสอดรับกับปรากฏการณ์ของ Pokémon Go ที่ทำให้นักการตลาดเริ่มเห็นความสำคัญของการสื่อสารในระดับพื้นที่ Local Area มากขึ้น ก็น่าจะทำให้ อนาคตของการโฆษณาพุ่งเป้าไปที่ Location-based ads มากขึ้นตามลำดับ

เพราะวันนี้ หลังจากที่เทคโนโลยีมีความพร้อมล่วงหน้ามานานแล้ว (แต่ด้วยความไม่พร้อมในเรื่องด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม) เมื่อนำไอเดียและครีเอทีฟมาผสมได้ถูกที่ถูกเวลาจนกลายเป็น เกม Pokémon Go ที่ทำลายสถิติต่างๆ ในวงการลงอย่างราบคาบ ก็น่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกมากมาย ซึ่งจะส่งผลมายังเรื่องของการสื่อสารการตลาดด้วยอย่างแน่นอน

เพราะทันทีที่ Pokemon Go เกิด Sponsored Location และหากมันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นบรรทัดฐานของการสื่อสารการตลาดใหม่ รวมถึง “วัดผล” ได้ในสิ่งที่แบรนด์และผู้ลงโฆษณาได้รับ…

สิ่งที่จะตามมาก็คือ การคำนวณ ROI ที่จะเกิด Cost-per-Visit Pricing Model ที่จะคำนวณราคาตามจำนวนคนเข้าร้านค้าจริง ขึ้นมาให้บรรดาเอเยนซีและนักการตลาดได้ปวดหัวเพิ่มขึ้นอีกอันอย่างแน่นอน!

 

Related posts:

Comments

comments