Skip to main content
4-changes-and-future-of-brand

4 การเปลี่ยนแปลงกับอนาคตของ Brand

 

มีการพยากรณ์ไว้ว่า ในปี ค.ศ.2040 หรืออีก 25 ปีข้างหน้า เป็นจุดพลิกผันของโลก

เพราะในปีนั้น ทวีปเอเชียจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศจีน และอินเดีย

ถ้าจะให้กล่าวสรุปเกี่ยวกับกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แยกออกเป็น 4 ปัจจัย คือ

 

  1. การเปลี่ยนแปลงของตลาด (The Changes of Market)

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการตลาดที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างก็คือ ตลาดจะเริ่มเล็กลง และมีการซอยย่อยเป็น Segmentation มากขึ้น

ในอนาคตข้างหน้าจะไม่มีสินค้า Mass Marketing เหมือนสมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หรือมีก็น้อยมากๆ

ตัวอย่างเช่น สมัยก่อน ถ้าบ้านไหนใช้ยาสีฟันอะไรก็ใช้ยี่ห้อเดียว หลอดเดียวใช้กันทั้งบ้าน

แต่วันนี้ คุณพ่อสูบบุหรี่ใช้แซคท์, คุณแม่ใช้ดอกบัวคู่, ลูกชอบคอลเกต

นี่ก็คือ การ Segmentation กันไปเรื่อยๆ

และจาก Segmentation ก็จะพัฒนาไปสู่ Fragmentation คือ สินค้ามีความละเอียดสูงขึ้นตามความพึงพอใจ

 

 

  1. การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค (The Changes of Consumers)

ในส่วนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้บริโภคเองจะมีความภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) ต่ำลง และกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การแข่งขันในตลาด One to One Marketing และ Event Marketing จะเพิ่มความสำคัญขึ้น

โดยเฉพาะกับการลด แลก แจก แถม เพื่อให้เกิดการลองใช้สินค้า และตามมาด้วยการ Switching Brand จะมีมาให้เห็นมากขึ้น

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาก็คือ เรื่องช่วงอายุของผู้บริโภค อันเนื่องมาจากพัฒนาการทางการแพทย์และโภชนาการที่ทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงทั้งสิ้น

 

  1. การเปลี่ยนแปลงของคู่แข่ง (The Changes of Competitors)

มีแนวโน้มที่คู่ค้าจะเปลี่ยนกลายมาเป็นคู่แข่งของเราเอง

อย่างเช่น บริษัทที่เคยขายของอีกอันหนึ่ง แต่วันหนึ่งเขาก็เอาสินค้ามาขายแข่งกับเราซะงั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ โมเดิร์นเทรดที่เคยขายสินค้าของเรา วันดีคืนดีก็ผลิตสินค้าเฮาส์แบรนด์ของตัวเองมาขายในราคาถูกกว่า เพราะไม่ต้องทำโฆษณา ในขณะเดียวกันก็มีรายได้จากการขายสินค้าของซัพพลายเออร์ไปพร้อมๆ กัน

ฝ่ายนั้นเรียกว่ามีแต่ได้กับได้

 

  1. การเปลี่ยนแปลงขององค์กร (The Changes of Corporate)

การเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรที่ขณะนี้คือ การให้ความสำคัญกับ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของหน่วยงานธุรกิจ

กับอีกหนึ่งเทรนด์ก็คือ จะเห็นความร่วมมือระหว่างองค์กรที่ต่างสายงานมากขึ้น ความร่วมมือดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเพราะทั้ง 2 องค์กร ต้องการสร้างจุดแข็งและแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีซึ่งกันและกัน

 

สิ่งที่เห็นทำให้เรารู้อยู่แล้วว่าต่อไปนี้ Mass Product จะถูกทอนความสำคัญลง และจะกลายเป็นเรื่องของ Niche Product

ดังนั้น เจ้าของสินค้าจึงจำเป็นต้องสร้างความสดชื่นให้กับแบรนด์ตนเองอยู่ตลอดเวลา

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องสร้างวิถีของแบรนด์ตนเองให้โดดเด่น สร้างทุกอย่างที่อยู่ในใจผู้บริโภค และจับใจของผู้บริโภคให้ได้ชัดเจนที่สุด

ตัวอย่าง เช่น เครื่องเสียง B&O ที่ทุกคนยอมรับในเรื่องของดีไซน์และเรื่องของราคาที่สูง แต่ผู้บริโภคหลายคนก็รับได้

 

The Solutions of Future Branding

บทสรุปของการสื่อสารการตลาดในยุคปัจจุบันนี้ก็คือ จำเป็นอย่างยิ่งที่นักการตลาดและลูกค้าจะต้องสำรวจเพื่อดูศักยภาพของตนเอง ตลอดจนความต้องการของผู้บริโภคเป้าหมายของเราว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางด้านของพฤติกรรมอย่างไร

แล้วถึงจะมาวางแผนการสื่อสารการตลาดว่าจะส่วนไหนของ IMC เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้ผลที่สุด

แต่ในขณะเดียวกัน นักการตลาดที่ดีจะต้อง Integrated และรักษาสมดุลระหว่าง Traditional Media กับ New Media ให้ลงตัว

กับอีกเทรนด์ที่ต้องพูดถึงก็คือ การสร้างให้เกิด Two Way Communications ซึ่งก็มีหลายวิธีที่สามารถสร้างการสื่อสารแบบสองทางได้ อาทิ สื่อออนไลน์ หรืออินเตอร์เน็ต

อีกวิธีการที่ได้ผลและเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับสื่ออินเตอร์เน็ตนี้ก็คือ การทำ ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง (Viral Marketing)

 

เพราะฉะนั้นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง

เพราะหากใครที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงก็จะมีโอกาสพ่ายแพ้ในอนาคต

นักสื่อสารและนักการตลาดจึงจำเป็นต้องทำงานหนักมากขึ้น

ต้องเปิดตา เปิดใจ รับความเปลี่ยนแปลงในโลก และต้องไม่หยุดนิ่งในการเรียนรู้

โดยเฉพาะกับการตลาดสมัยใหม่ที่ใช้ความต้องการของผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง

แต่ “ความต้องการนี้” หลายครั้งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนบางครั้ง เราเองก็คาดไม่ถึง!