Skip to main content
consumer-and-marketing-strategy

ผู้บริโภค กับการกำหนดกลยุทธ์การตลาด

ไม่ว่าการตลาดจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่ยังคงเป็นหัวใจและคงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการตลาด และเป็นสิ่งที่นักการตลาดคำนึงถึงเป็นอันดับแรกในการเลือกวางกลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) ยังคงอยู่ที่ ผู้บริโภค 

ผู้บริโภคในยุคนี้ อยู่ในโลกที่ถูกแวดล้อมไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่มาพร้อมกับการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ แวดล้อมไปด้วยข้อมูล ทำให้ลูกค้าพร้อมที่จะเลือกแบรนด์ที่สามารถ Offer ในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ได้

…และการที่จะสามารถก้าวไปถึงจุดตรงนั้นได้ ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงความรู้สึกและความคิดของผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่

            เมื่อมุมมองที่เกี่ยวกับผู้บริโภคเปลี่ยนไป การตลาด จึงต้องเปลี่ยนตาม

จากในยุคแรกที่เน้นในในเรื่องของกระบวนการผลิต เน้นการผลิตสินค้าจำนวนมากเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคในช่วงแรก

มาสู่การวางแนวคิดในเรื่องของการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ทั้งในแง่ของตัวสินค้าและบริการตลอดจนกลยุทธ์ในการทำการตลาดตามความซับซ้อนและจำนวนคู่แข่งขันทำให้ผู้บริโภคเริ่มมีทางเลือกมาขึ้น ทำให้มีการแบ่งกลุ่มโดยใช้ในเรื่องของ Segmentation เข้ามาจัดการอย่างชัดเจน

เมื่อก้าวเข้ามาสู่ในยุคที่ผู้บริโภคเข้ามาสู่จุดศูนย์กลางในการตลาดยุคที่สอง แนวคิดในเรื่องของการทำตลาดแบบแมส และ การแบ่ง Segmentation แบบธรรมดา เริ่มที่จะใช้ได้ผลไม่เต็มที่นัก จึงเริ่มโฟกัสการทำตลาดในแบบ Mass Customization ตอบโจทย์ความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ก่อนที่จะก้าวไปสู่การมุ่งตอบโจทย์ความต้องการวางกลยุทธ์ที่ลงลึกไปถึง Personalization โดยมีการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคตามบุคลิกของผู้บริโภคที่มีสไตล์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล

สินค้าหลายประเภทเริ่มหันมาใช้แนวทางนี้ในการแบ่งกลุ่มผู้บริโภค เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของพวกเขาง่ายขึ้น

โดยเฉพาะกับสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นแมส ยังต้องมีการเน้นการมองผู้บริโภคในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในหมวดเครื่องสำอาง ที่มีการมองผู้บริโภคแบบลงลึกผ่านกลยุทธ์ Personalization ซึ่งเป็นการนำเสนอสินค้าให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละแบบ อย่างในกรณีเครื่องสำอาง อาร์ทิสทรี (ARTISTRY) ของแอมเวย์

แอมเวย์จับเอาเทรนด์สำคัญของโลกคือ ผู้หญิงจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคม กล้าแสดงออกและเชื่อมั่น มีบุคลิกเป็นแบบฉบับของตัวเอง

อาร์ทิสทรีจับเอาเทรนด์ดังกล่าวมามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแต่ละตัวที่เหมาะกับผู้หญิงในแต่ละบุคลิก โดยใช้การวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นตัวกำหนดบุคลิกของผู้หญิงแต่ละประเภท และแบ่งผู้หญิงตามบุคลิกออกเป็นแต่ละแบบ

แบบแรกคือ Independent Beauty หรือ ผู้หญิงรักที่จะเป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะแตกต่างและชอบความโดดเด่น แบบที่สอง Glamorous Beauty หรูหราสง่างามและเป็นเลิศ แบบที่สาม Elegant Beauty ที่สุดของความชาญฉลาดในการเลือกและการใช้ชีวิต แบบที่สี่ Serene Beauty อ่อนหวาน อบอุ่น และช่างใส่ใจ แบบที่ห้า Vibrant Beauty สนุกสนาน พลิ้วไหว และมีความเป็นผู้หญิงอยู่เต็มพิกัด และ แบบที่หก Relaxing Beauty เป็นสาวสังคมที่เข้าถึงง่าย ผ่อนคลาย และเป็นกันเอง

เหตุผลสำคัญของการนำกลยุทธ์ Personalization มาประยุกต์ใช้กับเครื่องสำอางกลุ่มสีสันเป็นครั้งแรกนั้น สะท้อนออกมาว่า เพื่อเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันได้อย่างแท้จริง

การทำตลาดในรูปแบบนี้ แม้จะเล่นกับผู้บริโภคที่เป็นแมส แต่ก็สามารถลงลึกและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของพวกเขาได้อย่างลงตัว

กลยุทธ์ Personalization เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำตลาด ในยุคที่ผู้บริโภคเป็นแกนสำคัญในการวางกลยุทธ์การตลาด

โดยเฉพาะสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการสะท้อนภาพของของตัวเองออกมาผ่านการบริโภคหรือใช้สินค้า อย่างในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทั้งเหล้าและเบียร์แบรนด์ดังๆ ต่างนิยมใช้กัน

แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้กลยุทธ์อะไรหรือวางแนวคิดไว้อย่างไร สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือตัวผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นคนกำหนดในสิ่งที่เขาต้องการ นักการตลาดจึงต้องให้ความสำคัญกับผู้บริโภค

เพราะ “ผู้บริโภค” จะเป็นคนวางแนวทางให้กับเจ้าของแบรนด์ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อเขาบ้าง