Skip to main content
ทำไมต้องไปไกลกว่า Branding

ทำไมต้องไปไกลกว่า Branding

ยุคการสร้างแบรนด์ (Brand Building) หลายคนมองว่าธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงส์มากที่สุด คงหนีไม่พ้นเอเยนซีโฆษณา

เพราะถือเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ “การสื่อสารการตลาด” (Integrated Marketing Communications) มากที่สุด

ถ้าเราลองเปรียบเทียบธุรกิจโฆษณาก่อนและหลังประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงนั้น พบว่ามี 2 การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายคนในแวดวงโฆษณาอย่างมาก นั่นคือ

  1. การแยกตัวของแผนกซื้อสื่อไปเป็น Media Agency ซึ่งส่งผลกระเทือนต่อรายได้และการทำงานของฝั่ง Creative Agency
  2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้บริโภคที่เห็นได้อย่างชัดเจน และก่อให้เกิดการสื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่ๆ นอกเหนือจากการใช้ Traditional Media ทั่วไป เรียกอีกอย่างคือ การถูกท้าทายจากการสื่อสารแบบ Below the Line

ดังนั้นวิธีการทำงานของคนเอเยนซีในยุคปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมาทำงานใน “เชิงรุก” ให้มากกว่าที่เคย ทั้งนี้เพราะการแข่งขันในปัจจุบันทำให้เอเยนซีโฆษณาไม่ได้แข่งขันกันเองอีกต่อไป หากแต่ยังต้องแข่งขันกับ Below the Line Agency อื่นๆ ที่เป็น Specialist โดยตรง

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เอเยนซี จะต้องพยายามเสาะแสวงหา Idea ที่สดและใหม่มานำเสนองานให้กับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

                สภาพการแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากในและนอกแวดวงธุรกิจนี่เอง ที่ทำให้แต่ละเอเยนซีจำเป็นที่จะต้องหาแม่เหล็กเสริมเพื่อมาดึงลูกค้า ดังที่เรามักจะเห็นว่าแต่ละเอเยนซีต่างก็พยายามที่จะพัฒนาเครื่องมือในการทำงานหรือ Tools ของตนเอง รวมถึงสร้าง Innovation ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรม หรือเทรนด์ของผู้บริโภค เป็นต้น

โดยเฉพาะในยุคที่ใครต่อใครก็พูดถึงเรื่องสร้างแบรนด์ แน่นอนว่ากลไกในการทำงานก็ย่อมมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมาก เหตุเพราะ P ตัวที่ 4 นั้น กระจัดกระจายออกไปมากมายพอสมควร เช่น Advertising Agency, Brand Consultant Agency, PR Agency, Media Agency

ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่จะมากระจุกตัวอยู่ที่ Advertising Agency อย่างเดียว

เมื่อเป็นเช่นนี้ในแต่ละหน่วยงานจึงไม่มีใครที่ทำหน้าที่สร้างแบรนด์แบบมาคนเดียวอีกต่อไป แต่ตรงกันข้ามที่ทุกหน่วยงานจะช่วยกันทำหน้าที่นี้ไปพร้อมๆ กัน

เมื่อทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะเวลา คนเอเยนซีเองก็ต้องมีการปรับตัวในการทำงานอย่างมากเช่นกัน

ในเรื่องของ Strategic Planning ก็ต้องเพิ่มดีกรีการทำงานให้ถึงลูกถึงคนกว่าที่เป็นอยู่เดิม ในส่วนของงาน
ครีเอทีฟก็ต้องเพิ่มความสดใหม่ให้กับชิ้นงานโฆษณา เพื่อที่จะเรียกความเชื่อมั่น และความน่าสนใจจากลูกค้าที่ปัจจุบันมีทางเลือกมากมาย

นอกเหนือจากเรื่องทัศนคติที่มีต่อการรับชม และตีความหนังโฆษณาที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นักโฆษณาต้องคำนึงถึงอย่างมากก็คือ เรื่องของช่วงเวลาในการรับชมของกลุ่มเป้าหมายหลัก หรือที่เรียกกันติดปากว่า Prime Time

ตัวอย่างเหล่านี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญในส่วนของ Advertising Agency ที่จะต้องผันตัวเองไปสู่การเป็นมากกว่าแค่คนทำงานโฆษณา

หรือ Beyond Branding